วันอังคารที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2561

กาแฟมีประโยชน์หรือโทษกันแน่

สวัสดีค่ะวันนี้ เรามาดูกันว่ากาแฟมีประโยชน์หรือโทษมากกว่ากัน
กาแฟเป็นส่วนหนึ่งของผู้คนมากมายที่ใช้ชีวิตแบบเร่งรีบของคนสมัยนี้ บางคนดื่มกาแฟตอนเช้า บางคนดื่มเมือมีอาการง่วง หรือบางคนอาจใช้กาแฟในการรับรองแขก หรือช่วงเบรก ในการประชุม อบรมสำมนา
  ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่ากาแฟเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของเรามากเลยทีเดียว
  กาแฟมีทั้งประโยชน์และโทษแล้วแต่การใช้ปริมาณมากน้อยต่างกัน


ประโยชน์ของกาแฟที่มีต่อสุขภาพ
1. เพิ่มความตื่นตัวของสมอง การดื่มกาแฟ ชา และเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนทั้งหลายตลอดวันดูเหมือนจะช่วยเพิ่มความตื่นตัวของร่างกายและสมอง ปลุกความสดชื่นให้สมองปลอดโปร่ง โดยหลายงานวิจัยชี้ว่าการได้รับคาเฟอีนสามารถช่วยเพิ่มความกระปรี้กระเปร่าในระหว่างวัน เช่น การศึกษาหนึ่งที่ให้ผู้เข้าร่วมทดลองสุขภาพดีรับคาเฟอีน 250 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง ตอน 9 โมงเช้าและบ่ายโมง เป็นเวลานาน 3 วัน ซึ่งพบว่าคาเฟอีนช่วยลดความง่วง เพิ่มความตื่นตัวและความจดจ่อในช่วงระหว่างวันได้ดี
2. ป้องกันหรือชะลอการเกิดโรคพาร์กินสัน จากงานวิจัยทั้งหมดที่มี ประสิทธิภาพของคาเฟอีนในการลดความเสี่ยงโรคพาร์กินสันในเพศชายจะขึ้นอยู่กับปริมาณกาแฟที่ได้รับ โดยการดื่มกาแฟที่มีคาเฟอีน 3-4 แก้วต่อวันนั้นพบว่าช่วยให้ความเสี่ยงลดน้อยลงมาก แต่การดื่มเพียง 1-2 แก้วต่อวันก็ช่วยลดอัตราเสี่ยงได้อย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน  สำหรับผู้หญิง ปริมาณคาเฟอีนที่ได้รับไม่ได้มีผลต่อระดับความเสี่ยงมากนัก โดยการดื่มกาแฟที่มีคาเฟอีน 1-3 แก้วต่อวันจะให้ผลดีที่สุดในการรับมือกับโรคพาร์กินสัน นอกจากนี้ผลการศึกษาที่น่าสนใจยังพบว่าการดื่มกาแฟจะไม่มีผลต่อการลดโอกาสเสี่ยงจากโรคนี้ในผู้ที่มีพฤติกรรมสูบบุหรี่ทั้งเพศชายและเพศหญิง
3. ป้องกันโรคนิ่วในถุงน้ำดี การดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนอย่างกาแฟอย่างน้อยวันละ 400 มิลลิกรัมดูเหมือนจะมีส่วนช่วยลดการเกิดโรคนี้ได้ โดยจากการศึกษาในผู้ที่ไม่เคยมีประวัติป่วยด้วยโรคนิ่วในถุงน้ำดีมาก่อนจำนวนหลายพันคน ปรากฏว่าความเสี่ยงต่อโรคทั้งชายและหญิงจะยิ่งลดลงเมื่อได้รับคาเฟอีนในปริมาณที่มากขึ้น โดยการดื่มกาแฟวันละ 800 มิลลิกรัม หรือเทียบเท่ากับกาแฟประมาณ 4 แก้วขึ้นไปต่อวันจะให้ผลดีในการป้องกันการเกิดนิ่วในถุงน้ำดีได้ดีที่สุด
4. ป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง งานวิจัยหนึ่งที่มีผู้เข้าร่วมทดลอง 5,145 คน ดื่มกาแฟวันละ 1 หน่วยบริโภค วันละไม่เกิน 2 หน่วยบริโภค วันละ 2-2.5 หน่วยบริโภค หรือวันละ 2.5 หน่วยบริโภคขึ้นไป ผลการศึกษาชี้ว่าปริมาณการดื่มกาแฟที่มากขึ้นจะยิ่งช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง และยังมีบางงานวิจัยที่กล่าวแนะนำประสิทธิภาพของกาแฟต่อการป้องกันโรคนี้ว่าการรับประทานกาแฟวันละ 3 แก้วอาจช่วยลดโอกาสเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงได้อย่างมีนัยสำคัญ
3. ป้องกันโรคเบาหวาน จากการศึกษาประสิทธิภาพในการป้องกันการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2 กาแฟอาจมีส่วนช่วยได้อย่างมีนัยสำคัญ เช่น งานวิจัยหนึ่งที่ศึกษากับผู้ที่ไม่มีโรคเบาหวาน มะเร็ง หรือโรคหัวใจและหลอดเลือด แล้วพบว่าการดื่มกาแฟในระยะยาวมีส่วนช่วยยับยั้งการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้อย่างมีนัยสำคัญ หรือการทดลองในกลุ่มผู้ที่เสี่ยงต่อโรคเบาหวาน ที่พบว่าการดื่มกาแฟโดยไม่ใส่น้ำตาลหรือครีมเทียมอย่างน้อยวันละ 3 ครั้งต่อวันให้ผลดีที่สุดในการป้องกันการเกิดโรคเบาหวานในกลุ่มที่เสี่ยงต่อโรค
 โทษหรือผลข้างเคียงจากการดื่มกาแฟ
  • กาแฟประกอบด้วยสารคาเฟอีนที่สามารถก่อให้เกิดอาการนอนไม่หลับ กระสับกระส่าย กระวนกระวาย อาหารไม่ย่อย คลื่นไส้ อาเจียน หัวใจเต้นเร็ว หายใจถี่ และผลข้างเคียงอื่น ๆ
  • การดื่มกาแฟในปริมาณมากอาจทำให้ปวดศีรษะ กระสับกระส่าย วิตกกังวล ได้ยินเสียงดังในหู หรือหัวใจเต้นผิดจังหวะได้
  • การได้รับกาแฟวันละ 6 แก้วอาจทำให้เกิดการเสพติดกาแฟ ซึ่งอาจส่งผลให้มีอาการวิตกกังวลหรือกระสับกระส่าย
  • การดื่มกาแฟจนติดเป็นเป็นนิสัยอาจส่งผลให้ขาดกาแฟไม่ได้ และอาจมีอาการที่เกิดจากการขาดคาเฟอีนหากเลิกดื่มกาแฟอย่างฉับพลัน
  • กาแฟที่ชงแบบไม่กรองอาจมีปริมาณคอเลสเตอรอล ไขมันชนิดไม่ดี และระดับไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์โดยรวมมากกว่ากาแฟชนิดอื่น ซึ่งจะยิ่งเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ ทางที่ดีจึงควรดื่มกาแฟชงแบบกรองเพื่อลดคอเลสเตอรอลเหล่านี้
  • มีข้อกังวลว่าการดื่มกาแฟมากกว่า 5 แก้วต่อวันอาจเป็นอันตรายต่อผู้ป่วยโรคหัวใจ(https://www.pobpad.com/โรคหัวใจ) แต่สำหรับผู้ที่ไม่ได้ป่วยด้วยโรคหัวใจนั้น การดื่มกาแฟหลาย ๆ แก้วต่อวันไม่ได้เป็นปัจจัยเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจแต่อย่างใด
  • เป็นที่กังวลเช่นกันว่าการดื่มกาแฟเป็นครั้งคราวอาจเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันได้ในบางคน นอกจากนี้ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจสูงและดื่มกาแฟทุกวันแต่ไม่เกินวันละ 1 แก้วยังอาจมีโอกาสเสี่ยงต่อภาวะกล้ามเนื้อหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันสูงขึ้นเช่นกัน โดยจะเกิดขึ้นภายใน 1 ชั่วโมงหลังจากการดื่มกาแฟ ในขณะที่ผู้ที่ดื่มกาแฟเป็นประจำในปริมาณที่มากกว่านั้นดูเหมือนจะไม่มีความเสี่ยงต่อภาวะนี้
  • การใช้กาแฟสวนทางทวารอาจไม่ปลอดภัย เพราะสามารถเกิดผลข้างเคียงร้ายแรงตามมาจนถึงขั้นเสียชีวิตได้
บุคคลที่ควรระมัดระวังในการดื่มกาแฟ
  • หญิงที่ตั้งครรภ์ควรได้รับคาเฟอีนไม่เกิน 200 มิลลิกรัมต่อวัน หรือเทียบเท่ากับกาแฟสำเร็จรูปไม่เกิน 2 แก้ว หรือเท่ากับกาแฟชงสด 1 แก้ว หากได้รับกาแฟมากกว่านี้อาจเพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อการแท้งบุตร คลอดก่อนกำหนด และทารกมีน้ำหนักตัวแรกคลอดน้อยได้ โดยยิ่งได้รับกาแฟมากเท่าใดก็ยิ่งมีความเสี่ยงสูงขึ้น
  • การดื่มกาแฟวันละ 1-2 แก้วดูเหมือนจะไม่เป็นอันตรายสำหรับแม่ที่ต้องให้นมบุตรและทารก แต่การดื่มกาแฟในปริมาณมากอาจส่งผลต่อระบบย่อยอาหารของทารก อีกทั้งทำให้เด็กนอนไม่หลับและเกิดอาการหงุดหงิดฉุนเฉียวได้
  • การให้เด็กดื่มกาแฟอาจไม่ปลอดภัย เพราะอาจมีผลข้างเคียงจากการดื่มที่รุนแรงมากกว่าในผู้ใหญ่
  • ผู้ป่วยโรควิตกกังวลอาจมีอาการวิตกกังวลที่แย่ลงได้จากการดื่มกาแฟ
  • ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับการมีเลือดออกผิดปกติ การดื่มกาแฟอาจยิ่งทำให้อาการแย่ลงได้
  • การดื่มกาแฟต้มจะยิ่งทำให้ได้รับคอเลสเตอรอลและไขมันชนิดอื่น ๆ ในเลือดสูงขึ้น รวมถึงระดับโฮโมซีสเตอีน (Homocysteine) ในร่างกายที่อาจจะสัมพันธ์กับการเกิดโรคหัวใจ และยังมีงานวิจัยที่ชี้ว่าการดื่มกาแฟนั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน
  • บางงานวิจัยแนะนำว่าสารคาเฟอีนที่มีอยู่ในกาแฟอาจส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวาน โดยมีรายงานว่ากาแฟอาจไปเพิ่มหรือลดระดับน้ำตาลในเลือดก็ได้ ผู้ป่วยโรคเบาหวานจึงควรใช้กาแฟอย่างระมัดระวังและหมั่นตรวจระดับน้ำตาลในเลือด
  • การดื่มกาแฟอาจส่งผลให้ผู้ป่วยที่มีภาวะความดันโลหิตสูงอยู่แล้วมีระดับความดันโลหิตสูงยิ่งขึ้น ทั้งนี้ผู้ที่ดื่มกาแฟเป็นประจำอยู่แล้วอาจได้รับผลกระทบนี้น้อยกว่า
  • ผู้ป่วยโรคต้อหินไม่ควรดื่มกาแฟที่มีคาเฟอีน เพราะอาจทำให้ความดันภายในดวงตาสูงขึ้น โดยจะเพิ่มขึ้นตั้งแต่ภายใน 30 นาทีแรกและคงอยู่อย่างน้อย 90 นาที
  • การดื่มกาแฟที่มีคาเฟอีนอาจทำให้แคลเซียมถูกขับออกทางปัสสาวะมากขึ้นจนกระดูกอ่อนแอลง ผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนจึงควรจำกัดปริมาณการดื่มกาแฟในแต่ละวันไม่ให้เกิน 300 มิลลิกรัมต่อวัน หรือประมาณ 2-3 แก้ว และอาจรับประทานแคลเซียมเสริมเพื่อทดแทนแคลเซียมที่สูญเสียไป
  • ผู้ที่มีอาการท้องเสียหรือมีโรคลำไส้แปรปรวนอยู่แล้วไม่ควรรับประทานกาแฟ เพราะสารคาเฟอีนในกาแฟอาจทำให้อาการท้องเสียหรืออาการของโรคแย่ลงกว่าเดิม โดยเฉพาะเมื่อได้รับในปริมาณมาก
  • หญิงวัยหมดประจำเดือนที่มีโรคความผิดปกติเกี่ยวกับการทำงานของวิตามินดีได้รับการถ่ายทอดทางพันธุกรรม ควรระมัดระวังในการดื่มกาแฟเป็นพิเศษ
ปฏิกิริยาของกาแฟกับยารักษาโรค
  • ห้ามดื่มกาแฟร่วมกับยาเอฟีดรีน (Ephedrine) เพราะยาชนิดนี้มีฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทเช่นเดียวกับกาแฟ การรับประทานควบคู่กันอาจเกิดผลข้างเคียงร้ายแรงและมีปัญหาเกี่ยวกับหัวใจได้ ทั้งนี้ยังรวมถึงผลิตภัณฑ์ใด ๆ ก็ตามที่ประกอบด้วยเอฟีดรีน
  • ไม่ควรดื่มแอลกอฮอล์ร่วมกับกาแฟ เพราะแอกอฮอล์อาจกระตุ้นให้ร่างกายย่อยคาเฟอีนรวดเร็วขึ้น ส่งผลให้มีสารคาเฟอีนในเลือดมากเกินไปจนได้รับผลข้างเคียงอย่างอาการสั่นกระตุก ปวดศีรษะ และหัวใจเต้นเร็ว
  • ยาที่ควรระมัดระวังเมื่อใช้ร่วมกับกาแฟ ได้แก่ ยาอะดีโนซีน อะเลนโดรเนท โคลซาปีน ไดไพริดาโมล ไดซัลฟิแรม เอสโตรเจน ฟลูวอกซามีน เลโวไทรอกซีน ลิเทียม ยาต้านซึมเศร้ากลุ่ม MAOIs ยาต้านซึมเศร้ากลุ่มไตรไซคลิก เพนโทบาร์บิทอล ฟีโนไทอาซีนทีโอฟิลลีน เวอราปามิล ยากระตุ้นระบบประสาท ยาต้านการแข็งตัวของเลือด และยาปฏิชีวนะ
ปริมาณการดื่มกาแฟที่ปลอดภัย
ปริมาณกาแฟที่ใช้รักษาโรคชนิดต่าง ๆ ตามที่มีการศึกษาวิจัยในปัจจุบันและพบว่าใช้ได้อย่างปลอดภัย มีดังนี้

  • การรักษาอาการปวดศีรษะ ดื่มกาแฟวันละ 250 มิลลิกรัม หรือประมาณ 2 แก้ว
  • การเพิ่มความรู้สึกตื่นตัว ดื่มกาแฟวันละ 250 มิลลิกรัม หรือประมาณ 2 แก้ว
  • การป้องกันโรคพาร์กินสัน ดื่มกาแฟที่มีคาเฟอีนวันละ 3-4 แก้ว โดยแต่ละงานวิจัยใช้กาแฟที่มีคาเฟอีนประมาณ 421-2,716 มิลลิกรัม แต่การดื่มประมาณ 124-208 มิลลิกรัม หรือประมาณ 1-2 แก้วก็อาจช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคพาร์กินสันได้อย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน ทั้งนี้สำหรับผู้หญิงควรรับประทานประมาณวันละ 1-3 แก้วจะให้ผลดีที่สุด
  • การป้องกันโรคนิ่วในถุงน้ำดี ได้รับคาเฟอีนในปริมาณวันละ 400 มิลลิกรัมขึ้นไป หรือเทียบเท่ากับกาแฟมากกว่า 2 แก้ว อย่างไรก็ตาม การดื่มกาแฟอย่างน้อยวันละ 800 มิลลิกรัมนั้นน่าจะมีประสิทธิภาพดีที่สุด
        มีกาแฟอีกแบบหนึ่งซึ่งคนส่วนใหญ่นิยมกันมากนั่นก็คือ
                           กาแฟเพื่อสุขภาพ
        
         ซึ่งก็มีหลากหลายยี่ห้อในที่นี้ดิฉันขอยกตัวอย่างกาแฟที่ดิฉันคุ้นเคยมาหลายปีแล้วดื่มแล้วเห็นผลนั่นก็คือ กาแฟซาฟี่ สลิมไลฟ์ เป็นกาแฟเพื่อสุขภาพ และกระชับสัดส่วน


กาแฟยี่ห้อนี้เป็นกาแฟที่มีความแตกต่างจากกาแฟทั่วไปเพราะเพิ่มสารอาหารที่จำเป็น เช่นกรดอะมิโนและโครเมี่ยม ให้รสชาติที่หวานกลมกล่อม มีประโยชน์ตอสุขภาพ ช่วยลดน้ำหนักตัวและระดับน้ำตาลในเลือด ลดไชมัน และโคเลสเตอรอล ลดความเครียด เพิ่มพลังงาน  เป็นกาแฟอาราบิก้าสายพันธุ์แท้ คุณภาพเยี่ยม 
ส่วนประกอบสำคัญโดยประมาณ
           กาแฟสำเร็จรูปชนิดผง                                            32.30%
           ครีมเท่ียมจากถั่วเหลือง                                          30.10%
           คอลลาเจน                                                           9.23%
          โสมสกัด                                                               8.14%   
          ไฟเบอร์                                                                7.13%
          โครเมียม ฟิโคลิเนท                                                2.70%
          สารสกัดจากถั่วขาว                                                 2.28%
          สารสกัดจากต้นกระบองเพชร                                     2.56%
          ลูเทอิน                                                                0.50%
 *ใช้แอสปาร์แตม และอะซีซัลเฟม เค เป็นวัตถุให้ความหวานแทนน้ำตาล
วิธีรับประทาน: 1ซองต่อน้ำ  100 มล.
   * เวลาที่ควรรับประทาน :   ก่อนอาหารเช้า 1 แก้ว และ 15.00น. 1 แก้ว     
เป็นไงบ้างคะเห็นส่วนผสมที่ผสมอยู่ในกาแฟแล้วน่ารับประทานไหมคะซึ่งราคาก็ไม่แพงอย่างที่คิดเพียงกล่องละ 200 บาทเท่านั้นเองถ้าคิดเป็นแก้วก็ตกแก้วละ 20 บาทถูกกว่ากาแฟที่ชงขายกันเสียด้วยซ้ำและยี่ห้อนี้ดีอย่างหนึ่งถ้าเราอยากได้ราคาถูกกว่านี้เราก็เป้นสมาชิก และก็จะได้ราคาที่ถูกลงแถมบางช่วงยังมีโปรโมชั่น 10 กล่องแถม 1 กล่องด้วย ดีจริงๆ  ว่าแล้วจะหาว่าโม้เรามาดูตัวอย่างคนที่ดื่มกาแฟแล้วเกิดการเปลี่ยนแปลงกันบ้าง

                        

                         ตัวอย่าง



ผู้หญิงคนนี้มีอาชีพขายลูกชิ้นทอดตามตลาดนัด ด้วยอาชีพที่เธอต้องเจอน้ำมันตลอดทำให้เธออ้วนหลังจากที่ได้ดื่มกาแฟ วันละ 2 ซองเป็นเวลา 2 เดือนน้ำหนักจาก 69 กิโลกรัมลดลงเหลือ 57 กิโลกรัม จะเห็นว่ากาแฟตัวนี้ควบคุมน้ำหนักให้ลงแบบธรรมชาติ ไม่ใช่ ลดลงแบบผิดธรรมชาติ แถมได้ในเรื่องผิวพรรณดูมีน้ำมีนวลผ่องใสมีสง่าราศรีดูดีเชียวหล่ะ ไม่ต้องเสียเงินแพง ๆ ไปเข้าคอร์สลดน้ำหนัก เดี๋ยวนี้เธอแนะนำกาแฟาจนมีรายได้เลี้ยงครอบครัวไม่ต้องเป็นแม่ค้าขายลูกชิ้นตามตลาดนัดอีกต่อไป เรียกได้ว่าสุขภาพดี ชีวิตดีเลยจ้า

นี่ก็เป็นอีกคู่หนึ่งที่ดื่มกาแฟแล้วดูดีขึ้น



  
นี่เป็นตัวอย่างส่วนหนึ่งที่นำมาโชว์เป็นน้ำจิ้มถ้าอยากรู้ต้องทดลองเอง ถ้าไหนๆก็ดื่มกาแฟอยู่แล้วลองเปลี่ยนมาเป็นกาแฟสขภาพดูก็ไม่เสียหายอะไร 

ประโยชน์ของส่วนผสมที่มีอยู่ในกาแฟ ซาฟี่ สลิมไลฟ์
กาแฟอาราบิก้า
คุณภาพเยี่ยม คาเฟอีนต่ำ ให้กลิ่นหอม กระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้ไม่ง่วง ช่วยให้มีสมาธิและความสามารถในการทำงานดีขึ้นและยังลดอาการปวดเมื่อยเนื่องจากเป็นหวัด เพิ่มการเผาผลาญไขมันและช่วยลดน้ำหนัก
สารสกัดจากถั่วขาว  
ยับยั้งการทำงานของเอ็นไซม์อะไมเลสและอัลฟ่า-อะไมเลส ทำให้แป้งไม่ถูกย่อยในน้ำตาลลดการดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย มีผลทำให้น้ำหนักลดลงได้อย่างชัดเจน
สารสกัดจากกระบองเพชร
               มีเส้นใยอาหารสูงช่วยในการดักจับไขมันไม่ให้เข้าสู่ร่างกายได้ถึง 28% ไม่ถูกดูดซึมผ่านทางเดินอาหารทางเดินอาหารรวมทั้งช่วยลดความอยากอาหาร
แอลฟา-อะไมเลส (Alpha-Amylase)
              หรือ อะไมเลส  ซึ่งทำหน้าที่เป็นขั้นตอนแรกของการย่อยแป้งให้เป็นหน่วยที่เล็กลง ดังนั้นหากขั้นตอนนี้ถูกยับยั้งจะมีผลในการช่วยย่อยแป้งน้อยลงและแป้งจะถูกระบบขับถ่ายขับออกมาทำให้ลดการสะสมของคาร์โบไฮเดรต ทำให้ไม่อ้วน และยังมีผลในการป้องกันไม่ให้อินซูลินในเลือดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วหลังจากการรับประทานอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต เพราะหากระดับอินซูลินในเลือดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วหลังจากการรับประทานอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตเพราะหากระดับอินซูลินในเลือดเพิ่มขึ้นอย่างนวดเร็วน้ำตาลในเลือดก็จะลดลงตามซึ่งอาจจะทำให้รู้สึกหิวมากขึ้น
ใยอาหาร
                เป็นสารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนที่ได้จากพืช ซึ่งจะไม่ถูกดูดซึม ความสำคัญของเส้นใยอาหารคือ เพิ่มปริมาณของกากอาหารที่ช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ง่ายและเร็วขึ้นและช่วยให้อิ่มอาหารเร็วขึ้น แต่ไม่ถูกย่อยสลายเป็นพลังงาน นอกจากนี้ยังสามารถดักจับไขมันบริเวณลำไส้เล็ก ทำให้ลดการดูดซึมของไขมันได้บางส่วน
คอลลาเจนจากปลาทะเลน้ำลึก
            เป็นคอลลาเจนบริสุทธิ์ จะช่วยเสริมสร้างเนื้อเยื่อคอลลาเจนและ อิลาสตินให้กับชั้นผิวได้โดยตรงอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ จึงทำให้ผิวพรรณดูขาวใส กล้ามเนื้อกระชับเรียบเนียนเป็นธรรมชาติ ไม่แห้งกรานและไม่เกิดริ้วรอยได้ง่าย
ลูเธอิน
     เป็นสารประกอบจำพวก แคดรทีนอยด์ ที่พบในธรรมชาติมากกว่า 600 ชนิด แต่มีเพียง 2 ชนิดที่มีผลในการทำงานของเซลล์ประสาทตา ได้แก่ Lutein และ Zeaxanthin จากการศึกษาวิจัยพบว่าการบริโภค ลูเธอิน จะมีผลช่วยชะลอความเสื่อมของกล้ามเนื้อดวงตาซึ่งผลของความเสื่อมสภาพของการทำงาน ของเซลล์ประสาทตา อาจส่งผลในการมองเห็น การบริโภค ลูเธอิน จึงมีส่วนช่วยในการถนอมรักษาดวงตา ทำให้มีประสิทธิภาพในการมองเห็นดีขึ้นนอกจากนี้ ลูเธอิน ยังมีคุณสมบัติในการเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระซึ่งช่วยป้องกันการถูกทำลายของเซลล์ผิวหนังจากแสงแดด
โครเมี่ยมพิโคลิเนท
เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของอินซูลินในการเปลี่ยนแปลงไขมัน แป้ง และน้ำตาลให้เป็นพลังงาน ช่วยลดโคลเลสเตอรรอล
สารสกัดโสม
ช่วยระบบไหลเวียนเลือด ต้านอนุมูลอิสระ ลดภาวะความเสื่อมของเซลล์ บำรุงสมอง ฟื้นฟูสมรรถภาพของร่างกายในผู้ป่วยระยะพักฟื้น
แอสปาร์แตม & อะซีซัลเฟมเค
สารทดแทนความหวานของน้ำตาล ให้พลังงานต่ำ ไม่ทำให้ฟันผุ ปลอดภัยต่อสุขภาพ

ต้องขอขอบคุณบทความและผลการวิจัยจากท่านผู้รู้และบรรดานายแบบและนางแบบ หากสนใจกาแฟหาซื้อที่ไหนไม่ได้ติดต่อมาที่ดิฉันได้
    นลินรัตน์  064-2499483  086-9165697 


วันจันทร์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2561

ไคโตซานแก้จนได้อย่างไร

สวัสดีค่ะในตอนนี้จะมาคุยกัน ในเรื่องของไคโตซาน
     หลายคนคงคุ้นชื่อกันพอสมควร และมีหลากหลายยี่ห้อ และหลากหลายราคา แล้วแต่ว่าใครจะชอบแบบไหน แต่มีที่ดิฉันถูกใจอยู่ยี่ห้อหนึ่ง ดูเหมือนจะมีข้อโดดเด่นกว่ายี่ห้ออื่นอยู่หลายประการ ซื่งยี่ห้อนี้นำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น ชื่อ ฟาร์มโอเค  นาโนเทค ไคโตซาน

มาดูกันว่าเจ้าไคโตซานตัวนี้เป็นอย่างไร
       1. เป็นไคโตซานจากเปลือกกุ้งเพียว 100 % ไม่ผสมสารเคมี เป็นสารสกัดจากธรรมชาติ ใช้นวัตกรรมระดับนาโน
        2. เป็นไคโตซาน โลว์โมเลกุล สายพันธุ์สั้น ที่มีโลเลกุลเล็กระดับนาโนดูดซึมได้ง่าย  เป็นไคโตซานฟู้ด เกรดสะอาดบริสุทธ์ สามารถใช้ได้ กับ พืชและสัตว์
ทำไมต้องเป็น ฟาร์มโอเคนาโนเทค ไคโตซาน
   
ไคโตซาน เป็นโพลิเมอร์ชีวภาพที่พบได้ในส่วนที่เป็นผนังของเชื้อรา เช่น Fusarium Soloni หรือแมลง ดังนั้นการใช้อนุพันธ์ไคตินเป็นสารควบคุมการเจริญเติบโตของพืชโดยการกระตุ้นหรือยับยั้ง กระบวนการทางสรีระของพืชและเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมของการดำรงชีพของพืชทางด้านต่างๆ 

1. เร่งอัตราการเจริญเติบโต
2. ลดเวลาการเพาะปลูกลงและทำให้เกิดผลผลิตได้เร็วกว่าปกติ
3.สร้างความแข็งแรงของพืช ในการต้านลมและสภาวะภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงได้ดีขึ้น ทำให้รากงอกเร็วขึ้น มีจำนวนมาก สามารถยึดเกาะดินได้
4. ทำให้การงอกเมล็ดเร็วขึ้น และควบคุมวัชพืช
5. ทำให้ได้ผลผลิตสูงขึ้นต่อพืชที่ปลูก
6. ลดปริมาณการใช้ปุ๋ยลงมากกว่า 50 %

การใช้อนุพันธ์ไคตินและไคโตซานอย่างถูกต้องนำมาเคลือบเมล็ด แสดงผลต่ออัตราการงอกที่สูงขึ้น เวลาการงอกเร็วขึ้น เนื่องจากอนุพันธ์ไคตินและไคโตซาน ช่วยให้เกิดการป้องกันศัตรูพืชบางชนิด

ช่วยพัฒนาระบบรากให้มีภูมิต้านทานโรค Root lodging ลดการเกิดปัญหากับโรคที่เกิดจากสารจำพวก Root-rotting โดยสารอนุพันธ์ของไคโตซาน จะช่วยให้เชื้อราและแบคทีเรียบางชนิด ผลิตเอนไซม์ เพื่อย่อยสลายผนังเซลของเชื้อราโรคพืช ทำให้โอกาสที่จะมารบกวนหรือกระทำต่อรากน้อยลง

เนื่องจากโดยธรรมชาติอนุพันธ์ ไคโตซาน จะมีไนโตรเจนประมาณ7-10%จะถูกปลดปล่อยออกจากโมเลกุลอย่างช้าๆด้วยเอนไซม์ที่สิ่งมีชีวิต ผลิตขึ้นรวมทั้งอนุพันธ์ ไคโตซาน นั้นยังเป็นตัวตรึงไนโตรเจนไม่ว่าจากอากาศหรือจากดิน ในกรณีของเห็ดนั้น อนุพันธ์ ไคโตซาน จะเป็นตัวตรึงก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์(Co2 Fixation)
นับเป็นสิ่งที่ดีที่มีการเริ่มนำเอาอนุพันธ์ไคโตซานมาใช้ในการยืดอายุการเก็บผลิตผลทางการเกษตร ซึ่งมีหลักและเหตุผลจากอนุพันธ์ไคตินที่ส่งผลดังกล่าวคือ เป็นสารป้องกันการเกิดเชื้อราที่ผิว อัตราการสูญเสียน้ำลดลง ช่วยลดการหายใจและการผลิตก๊าซเอธิลีน ทำให้บรรยากาศภายในมีการเปลี่ยนแปลงผิวและสีช้าลง ดังนั้นในการที่จะใช้อนุพันธ์ไคโตซานให้เหมาะสมควรดำเนินการใช้ก่อนการเก็บผลผลิต

ไคโตซาน มีผลต่อการต้านทานและกำจัดเชื้อรา และแบคทีเรียบางประเภทได้หลายชนิด เช่น ไทรโคเดอร์มา ไฟทอปธอรา แอนแทรคโนส เมลาโนส โรครากเน่า-โคนเน่า ราน้ำค้าง ราขาว โรคแคงคอร์ โรคใบติด โรคใบจุดโรคใบสีส้มในนาข้าวและ อื่นๆ ซึ่งเกิดจากโครงสร้างทางประจุและสร้างเอนไซม์ซึ่งทำให้ย่อยสลายทำลายเชื้อรา-โรคพืชได้อย่างดีพบว่า ไคโตซานสามารถ เข้าสู่เซลล์เชื้อราและทำให้เกิดการยับยั้งการสร้างและสะสมของ RNAจึงทำให้เชื้อราถูกยับยั้งการเจริญเติบโตแต่ในเชื้อราบางประเภทและแบคทีเรีย บางชนิดที่มีประโยชน์จะมีการเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็วเมื่อใช้อนุพันธ์ไคติน และ ไคโตซาน เช่น ในการใช้กับเห็ด ทั้งนี้ยังช่วยสร้างภูมิต้านทานโรค โดย ไคโตซานจะไปกระตุ้น DNA ในนิวเคลียสพืชในการสร้าง Gene ซึ่งควบคุมระบบภูมิคุ้มกันโรค และมีผลต่อการสร้างสารลิกนิน (Lignin) ในพืช ซึ่งจะพบเห็นด้วยตาเปล่าจาก Wax ที่เคลือบบนใบพืช


เจาะลึกฟาร์มโอเค นาโนเทคไคโตซาน

สกัดมาจากเปลือกกุ้ง 100%

ฟาร์มโอเคใช้แบบอัลฟา เป็นแบบชนิดที่ดีที่สุด ทำให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด

ฟาร์มโอเคมีการกำจัดแบบสมบูรณ์จึงได้ออกมาเป็นน้ำใสไม่มีการเจือปนใดๆ ไม่ผสมสารใดๆทั้งสิ้นจึงเป็นไคโตซานเพียวๆ 100%














ฟาร์โอเคช่วยทำให้รากแข็งแรงสมบุรณ์ จึงทำให้พืชได้รับสารอาหารได้มากพืชจึงโตไวและให้ผลผลิตได้มากขึ้น

มะนาวใบเขียวสมบูรณ์ มีกลิ่นของมะนาวเมื่อไปยืนใกล้ๆต้นหลังจากใช้ฟาร์มโอเค

ฟาร์มโอเคจะช่วยปรับความเป็นกรดเป็นด่างของดินให้อยู่ในระดับค่า PH 5.5-6.5
ช่วยกระตุ้นการทำงานของจุลินทรีย์ในดินให้ทำงานดีขึ้น ปลดปล่อยสารอาหารและปุ๋ยที่อยู่ในดินให้พืชนำไปใช้ประโยฃน์ได้มากขึ้น  ทำให้ดินร่วนขึ้น รากของพืชเจริญเติบโตได้ดี


กะหล่ำปลีข้างทางได้รับฟาร์มโอเค
งามมากใหญ่กว่าหน้าคนอีก



นอกจากพืชแล้วยังใช้กับสัตว์ได้อีก 


หมูโตวัย อารมณ์ดี ทำให้อัตราแลกเปลี่ยนเนื้อแดงดีขึ้น น้ำหนักดี 


หมูตัวจะเป็นสีชมพู ตาสดใส ไม่กลัวคน


 กองขี้หมูใช้ฟาร์มโอเค ฉีดพ่น จะช่วยไม่ให้มีแมลงวันตอมและแแพร่พันธุ์ และลดกลินทำให้ไม่มีกลิ่นเหม็นทำให้สภาวะสิ่งแวดล้อมดี
ปัจจุบันประเทศไทยใช้เนื้อที่ทำการเกษตรเยอะมาก ดังนั้นถ้าเกษตรกรหันมาปลูกพืชเลี้ยงสัตว์แบบอินทรีย์จะทำให้ประเทศไทย ปลอดสารพิษ สิ่งแวดล้อมดี สุขภาพของคนไทยก็จะดีไปด้วยและลดต้นทุนในการใฃ้ปุ๋ยให้น้อยลงด้วย













สนใจติดต่อ
คุณ นลินรัตน์ 086-9165697  ไอดีไลน์ nalinrat.ta





  ฟาร์โอเค นาโนเทค ไคโตซานกับการปลูกพืช
 
- เร่งการเจริญเติบโตของพืชทุกชนิด เพิ่มผลผลิตและยับยั้งโรคเชื้อรา เหมาะสำหรับพืชผัก พืชสวน
พืชไร่ นาข้้าว ไม้ผล ไม้ดอก และไม้ประดับ สามารถเพิ่มผลผลิตได้อย่างธรรมชาติ
- สามารถลดปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลงลง หรือไม่ใช้เลย เพื่อพัฒนาการทำเกษตรอินทรีย์
- เป็นการเพิ่มจุลินทรีย์ในดิน และเพิ่มสารธรรมชาติในดิน ทำให้ดินมีคุณภาพในดินดี ไม่เสีย ไม่แข็งกระด้าง ทำให้พืชเจริญเติบโตได้อย่างมีคุณภาพ โดยเริ่มจากการมีรากที่สมบูรณ์ ลำต้น ดอก และใบได้รับสารอาหารที่ดีจึงทำให้ได้ผลผลิตที่ดีและเพิ่มมากขี้น เนื่องจากไคโตซานขนิดนี้เป็นโมเลกุลขนาดเล็กและไม่มีการผสมปุ่ยและสารเคมีจึงไม่ทำให้ดินเสียและจับตัวเป็นก้อน ยิ่งใช้นานๆไปจะทำให้ดินร่วนซุย
     ฟาร์โอเค นาโนเทค ไคโตซานกับการเลี้ยงสัตว์
 - จะเพิ่มจุลินทรีย์ในระบบทางเดินอาหารของสัตว์ ช่วยให้ระบบการดูดซึมอาหารของสัตว์ดีขึ้น และช่วยแก้ปัญหาระบบทางเดินอาหารของสัตว์ ทำให้สัตว์มีสุขภาพดี ส่งผลทำให้สัตว์มีขน มีกล้ามเนื้อ และเนื้อเยื่อที่ดี ทำให้ได้ผลผลิตมากขึ้น
 - การใช้ไคโตซานกับบ่อกุ้ง ยังช่วยแก้ปัญหาที่เรื้อรังกับบ่อกุ้งในโรคขี้ขาวและเทอราซินโดรม
 -การใช้ไคโตซานกับบ่อปลา ทำให้ปลามีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น เมื่อนำไปคลุกกับอาหารทำให้อาหารละลายน้ำได้ช้าลงทำให้ปลาได้รับอาหารได้มากขึ้นจึงช่วยลดการสูญเสียของอาหาร ลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตได้มากขึ้น
- นอกจากนี้ยังสามารถนำ ฟาร์มโอเค นาโนเทค ไคโตซาน ไปบำบัดน้ำเสีย ในบ่อกุ้ง บ่อปลา และบ่อบำบัดน้ำเสียได้เป็นอย่างดี
           
               ตัวอย่างการใช้ ฟาร์มโอเค นาโนเทค ไคโตซาน



















ต้นก่อนใช้ใบหงิกเหลืองใกล้ตาย

หลังใช้ 3 สัปดาห์ โดยการฉีดพ่นไคโตซาน สัปดาห์ละครั้ง








ตัวอย่างที่ใช้กับบ่อกุ้ง
ฟาร์มokไคโตซานเลี้ยงกุ้ง
ฟาร์มokไคโตซาน เป็นสารประกอบโพลิเมอร์ที่มีคุณสมบัติพิเศษคือ เป็นสารอาหารที่นำมาใช้ในการสร้างเนื้อเยื่อและเปลือกของกุ้ง เมื่อกุ้งได้รับฟาม์okไคโตซานเข้าไปแล้วจะย่อยฟาม์okไคโตซานเป็น กลูโคซามีน ซึ่งกลูโคซามีนนี้เองที่เป็นสารตั้งต้นของการสร้างเนี้อเยื่อและเปลือกของกุ้ง ส่งผลให้กุ้งลอกคราบได้ง่ายขึ้น นอกจากนั้นด้วยคุณสมบัติอีกประการของฟาม์okไคโตซานคือ. ฟาม์okไคโตซานเป็นสารที่ละลายในกรดแต่ไม่ละลายในด่างและมีลักษณะเหนียวข้น จึงสามารถที่จะนำมาเคลือบอาหารเม็ดได้ โดยที่ ฟาม์okไคโตซานเมื่อเคลือบอาหารและโปรยลงในบ่อเลี้ยงที่มีสภาพเป็นด่างแล้ว ไม่แตกตัวและละลายในน้ำง่าย จึงสามารถลดการสูญเสียอาหารจากการแตกตัวและละลายโดยที่กุ้งไม่ได้นำไปใช้..
!!ประโยชน์ที่ได้รับจากการใช้ ฟาม์okไคโตซาน เคลือบอาหารกุ้ง!!
1. กุ้งมีสุขภาพแข็งแรง 
2. ช่วยให้กุ้งลอกคราบได้ง่ายขึ้น
3. เพิ่มปริมาณไคตินให้กับเปลือกกุ้งโดยตรง 
4. ควบคุมคุณภาพของน้ำในบ่อกุ้งได้ง่ายขึ้น
5. อัตราแลกเนื้อ (FCR) ต่ำลง 
6. ลดค่าใช้จ่ายของยาและอาหารเสริมประเภทอื่น
7. ช่วยให้เม็ดอาหารกุ้งละลายในน้ำช้าลงทำให้สิ้นเปลืองอาหารน้อย 
8. ลดปัญหาในการเลี้ยง
วิธีใช้= ฟาม์okไคโตซาน สารเสริมกุ้ง
1. ฟาม์okไคโตซาน ปริมาณ 10-20 cc.แล้วคลุกเคลือบกับอาหารกุ้ง น้ำหนัก 1 กิโลกรัม เคลือบอาหารให้ทั่วทุกเม็ด
2. ผึ่งอาหารกุ้งที่เคลือบด้วย ฟาม์okไคโตซาน ให้แห้งประมาณ 20-40 นาที (จนฟีมส์เริ่มแห้ง) หลังจากนั้นจึงนำอาหารกุ้งไปเลี้ยงตามปกติ 
3. สามารถให้ ฟาม์okไคโตซาน บำบัดน้ำในบ่อกุ้ง , ย่อยสลายของเสีย ,เคลือบอาหารกุ้ง พร้อมตีน้ำเพิ่มอ๊อกซิเจนในน้ำ กุ้งไม่เครียด ใช้เครื่องตีน้ำให้ถึง อย่าขาดเด็ดขาด
จุดเด่น...ของฟาม์okไคโตซานเลี้ยงกุ้ง

ฟาม์okไคโตซาน เป็นสารประกอบโพลีเมอร์ที่มีคุณสมบัติพิเศษคือเป็นสารอาหารที่นำมาใช้ในการสร้างเนื้อเยื่อและเปลือกของกุ้ง เมื่อกุ้งได้รับฟาม์okไคโตซานเข้าไปแล้วจะย่อยฟาม์okไคโตซานเป็น กลูโคซามีน ซึ่ง กลูโคซามีนนี้เอง ที่เป็นสารตั้งต้นของการสร้างเนื้อเยื่อและเปลือกของกุ้ง ส่งผลให้กุ้งลอกคราบได้ง่ายขึ้น นอกจากนั้นด้วยคุณสมบัติอีกประการของฟาม์okไคโตซานคือ. ฟาม์okไคโตซาน เป็นสารที่ละลายได้ในกรดแต่ไม่ละลายในด่างและมีลักษณะเหนียวข้นจึงสามารถที่จะนำมาเคลือบอาหารเม็ดได้โดยที่ ฟาม์okไคโตซาน เมื่อเคลือบเม็ดอาหารและโปรยลงในบ่อเลี้ยงกุ้งที่มีสภาพเป็นด่างแล้วไม่แตกตัวและละลายในน้ำง่ายจึงสามารถลดการสูญเสียอาหารจากการแตกตัวและละลายโดยที่กุ้งไม่ได้นำไปใช้ประโยชน์

จะทราบได้อย่างไรว่า. ฟาม์okไคโตซานที่ใช้อยู่มีคุณภาพดีหรือไม่
ฟาม์okไคโตซาน ที่มีคุณภาพดีนั้น เมื่อเปิดขวดจะไม่มีลมดันออกมา ถ้าพบว่ามีลมดันออกมาก็แสดงว่าอาจเกิดการหมักของเชื้อที่ปลอมปนและเกิดการเน่าเสียได้สารละลายฟาม์okไคโตซาน ที่ดีจะต้องมีลักษณะใส ไม่มีตะกอนขุ่นหรือมีสารแขวนลอย มีความเหนียวหนืดไม่มากจนเกินไป นอกจากนั้นผู้เลี้ยงกุ้งยังสามารถที่จะทดสอบได้ว่า. ฟาม์okไคโตซาน ผลิตจากประเทศญี่ปุ่น เป็นแหล่งที่มีวัตถุดิบที่ดีที่สุดในโลก (ฟาม์okไคโตซานแตกต่างในการผลิต) สายพันธุ์สั้น นาโนเทค ชีวภาพเข็มข้น สะอาดปลอดสารเคมี ประหยัด ...โดยการผสมเอ๋ฟาม์okไคโตซานกับน้ำโพลาลิสแล้วดื่มได้อย่างปลอดภัยค่ะ...















คลุกกับหัวอาหาร 20ซีซีต่ออาหาร 1กิโลกรัม





แก้โรคขี้ขาว-แก้ปัญหาโรคปลา-โรคกุ้ง เชื้อโรคในกุ้ง อาการของโรคตายด่วน น้ำหนืด กุ้งเปลือกบาง กรอบแกรบ กุ้งโตช้า กุ้งไม่กินอาหาร กุ้งแตกไร้ซ โรคทรอราทยอยตายทำยังไงก็แก้ไม่หาย...#ฟาร์มOK ไคโตซานเพียว100% จาก.ประเทศญี่ปุ่นดีที่สุดในเวลานี้.ช่วยแก้ปัญหาพี่น้องชาวเกษตรกร ไว้วางใจใช้ฟาร์มOKเท่านั้น








มะม่วงออกลูกแค่ครึ่งเดียวหลังจากเอาไคโตซานราดโคนต้นเพียงแค่ 15 วันมีอดกออกมาเพิ่มอีกเพียบเลย สุดยอดเลย.....














ใช้กับไม้ดอกก็เห็นผลดีมาก กล้วยไม้จากไม่ค่อยออกดอกก็ออกตอก และทนมาก เป็นเดือนยังไม่ร่วงโรย แถมมีรากเพิ่มขึ้นอีกมากมาย ว้าว ว้าว

มะนาวก็ออกลูก




ใส่อะไรก็งามไปหมด ดูแล้วชื่นใจ



ขอบคุณภาพจาก บ้านคุณต้อย รร.พลูตาหลวงวิทยาคม (สัตหีบ ชลบุรี)


ขนาดและปริมาณและราคา
ขนาดเล็ก 120 ml  ราคา  ขวดละ 100 บาท เก็บเงินปลายทางคิดเพิ่ม 10 บาทรวม 110 บาท
ขนาดกลาง 500 ml แกลลอนละ 350 บาท เก็บเงินปลายทาง คิดเพิ่ม 20 บาทรวมเป็น 370 บาท
ขนาดใหญ่ 1.000 ml ราคา 670 บาท เก็บเงินปลายทางคิดเพิ่ม 30 บาทรวมเป็น 700 บาท



**ทั้ง 3 ขนาดจัดส่งฟรี ทาง kerry express ส่งวันนี้พรุ่งนี้รับของ
****โปรโมชั่นพิเศษ ซื้อ 10 แถม 1 ทุกขนาด



ขนาดทดลองใช้  ฟรี!!!!!!
ถ้าใครยังไม่มั่นใจจะลองใช้ก่อนก็ได้เราแจกขนาด 60 ml ทดลองใช้ฟรี
เพียงชำระค่าขนส่ง 50 บาท เก็บเงินปลายทาง แจ้งชื่อและที่อยู่พร้อมเบอร์โทรมาที่
ไอดีไลน์ :nalinrat.ta 



สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ คุณ นลินรัตน์ 
0869165697



ตัวอย่างผู้ใช้แล้วเห็นผลจริงไม่โกหก