๑ คนตาบอดสองข้าง
๒ คนตาบอดข้างเดียว
๓ คนตาดีทั้งสองข้าง
คนตาดีทั้งสองข้างหมายถึง
1. เป็นคนรู้จักหาเงิน – หาโภคทรัพย์เก่ง
2. เป็นคนรู้จักใช้ธรรมะ คือเอาธรรมะมาใช้เป็น รู้ว่าธรรมะฝ่ายใดเป็นธรรมะฝ่ายดำ และธรรมะฝ่ายใดเป็นธรรมะฝ่ายขาว ธรรมะอะไรสมควรนำมาใช้ก่อน ธรรมะอะไรยังไม่สมควรนำมาใช้ ต้องแยกให้เป็น
คนตาบอดข้างเดียวหมายถึง คนที่หาโภคทรัพย์เก่งแต่ยังไม่รู้ธรรมะ
คนตาบอดสองข้างหมายถึง คนที่ไม่รู้จักหาโภคทรัพย์คือหาเงินไม่เป็นแล้วก็ไม่รู้จักธรรมะ
เมื่อเป็นเช่นนี้ให้พิจารณาตัวเองนะว่าเราเป็นคนประเภทไหน?
เหตุใดคนยังจนอยู่ ?
เคยสงสัยบ้างไหมว่าเราก็ขยันทำมาหากินแต่ทำไมเราจึงไม่รวยกับเขาสักที ทั้งที่ เลือกอาชีพที่ใช่เลือกอาชีพที่ใครๆเขาก็ว่าทำให้รวยเร็ว ไม่เสี่ยง ตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่ก็ยังไม่สำเร็จเพราะอะไร ที่เป็นเช่นนี้ในทางพุทธศาสนาเป็นเพราะว่าเรายังติดขัดอยู่ ๓ ประการคือ
๑. ในอดีตหรือปัจจุบัน ไม่ได้เลี้ยงดูพ่อแม่ เหตุข้อนี้ไม่ได้หมายความเพียงแต่ชาตินี้ แต่ให้นับย้อนไปในอดีต ก็อาจจะมีบางชาติที่เราไม่ได้เคยเลี้ยงดูพ่อแม่ ตรงนี้เป็นเรื่องแรกที่เราหลายคนนึกไม่ถึงว่าการที่คนเรายังเจ็บยังจนอยู่เป็นเพราะบางชาติเราไม่เคยเลี้ยงดูพ่อแม่ หรือบางทีชาตินี้เองก็ยังเคยพูดให้พ่อแม่เสียใจหรือล่วงเกินพ่อแม่โดยไม่รู้ตัว
๒. อย่าเผลอไปว่าพระ จะทำกินไม่ขึ้น คือการที่เราไปล่วงเกินผู้ที่มีคุณธรรมสูงกว่า บางทีเราเผลอไปว่าคน ซึ่งเราไม่รู้เลยว่าเขามีคุณธรรมสูงกว่าเราหรือเปล่า ยกตัวอย่างง่ายๆเรื่องพระสงฆ์ เราได้ยินว่าพระสงฆ์บางรูปไปปล้ำสีกา จริงอยู่การปล้ำสีกาอย่างน้อยผิดศีล ๒ ข้อแต่ศีลของท่านมีทั้งหมด ๒๒๗ข้อ ก็ยังเหลือศีลอยู่ ๒๒๕ ข้อ แล้วศีลของเรามีเท่าไร....แค่ศีล ๕ ยังไม่ค่อยจะครบเลยยังไงก็ยังน้อยกว่าพระอยู่ดีแล้วเราก็ไปว่าท่าน นั่นแหละคือการไปล่วงเกินคนที่มีคุณธรรมสูงกว่าก็เป็นเหตุให้เราทำกินไม่ขึ้น มีอีกประเภทหนึ่งเป็นการล่วงเกินแบบไม่รู้ตัว เช่น เรากำลังขับรถเห็นรถคันหน้าอยู่เลนขวาแต่ขับช้า ที่จริงเขาเป็นคนสูงอายุแล้วเลนขวามันก็ว่างเขาก็ขับไปโดยไม่คิดอะไร แต่บังเอิญคนสูงอายุคนนั้นเป็นคนมีคุณธรรมสูง เขาฝึกกรรมฐานเป็นผู้ทรงฌาน ผู้ทรงฌานหนักกว่าผู้ทรงศีลเสียอีก เราไปล่วงเกินท่านโดยการบีบแตรว่าเลยก็ถือเป็นการล่วงเกิน การล่วงเกินไม่จำเป็นต้องว่าด้วยคำพูดอย่างเดียว นี่ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำกินไม่ขึ้น ทั้งที่เราเป็นคนขยันแทบตายทำงาน สองสามที่ แต่ทำเท่าไรก็ไม่พอใช้ นั่นเป็นเพราะว่าเราไปล่วงเกินผู้ที่มีคุณธรรมสูงกว่า
๓. ขโมยเวลานายจ้าง ทำยังไงก็ไม่รวย บางทีเราเผลอไปผิดศีลข้อสองคือลักทรัพย์ เป็นเหตุให้ทำเท่าไรก็ไม่เหลือ เช่น บางคนทำงานวันละ ๘ ชั่วโมง อยู่หน้าจอคอมฯ งานไม่มีอะไรทำเราก็เอาเกมมาเล่น แปลว่าเรากำลังโกงเวลาบริษัท หรือบางทีเจ้านายใช้ให้ไปซื้อของ จริงๆแล้วซื้อของแค่ครึ่งชั่วโมงก็เสร็จแล้วเราแถมเดินช้อปปิ้งต่ออีกสองชั่วโมงแล้วอ้างบอกว่ารถติด งานนี้ก็ถือว่าเราโกงเวลาบริษัทถือเป็นการลักทรัพย์โดยไม่รู้ตัว
การทำพิธีขอขมา
- จัดดอกไม้ 5 คู่ (10 ดอก ) เทียน 5 คู่(10เล่ม) ใส่พานให้พ่อแม่ ครูบาอาจารย์ที่เราเคารพนับถือเป็นตัวแทนของพ่อแม่หรือผู้มีพระคุณสูงกว่าทุกภพทุกชาติพร้อมกล่าวคำขอขมา “กรรมใดที่ข้าพเจ้าไม่ได้เลี้ยงดูพ่อแม่หรือว่ากล่าวให้พ่อแม่เสียใจภพหนึ่งชาติใดก็ตามหรือกรรมที่ข้าพเจ้าได้ทำอทินนาทานกับผู้อื่นภพหนึ่งชาติใดก็ตามขอให้พ่อแม่หรือครูบาอาจารย์ได้โปรดเป็นตัวแทนรับคำขอขมาของข้าพเจ้าด้วย” ให้กล่าว 3 ครั้ง
- ตัวแทนที่รับคำขอขมาให้กล่าว “อโหสิ” 3 ครั้ง

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น